ไม่รู้ใครเป็นคนกำหนดกฎเกณฑ์เอาไว้
ยิ่งเข้มแข็งเท่าไหร่ยิ่งดูไม่ธรรมดา 
ทั้งๆที่ทุกข์ประดัง แต่กลัวจะเสียหน้า
ต่างคนต่างใช้หน้ากากเข้าหากัน
 
รู้ไหมว่าเหนื่อยแค่ไหน 
รู้ไหมว่าฝินใจ 
ที่ต้องทำเหมือนแข็งแรงเข้าไว้..
 
                           หน้ากาก : แอม เสาวลักษณ์
 
--------------------------------------------
 
1.

เคยสังเกตไหม ว่ามีอะไรซ่อนอยู่ภายใต้ม่านรอยยิ้มนั้น? 
ม่านรอยยิ้มบนใบหน้าของใครหลายคนในทุกวันนี้ที่เจอ 
                                                          ไม่ว่าจะรู้จักกันดี หรือ แค่เดินผ่าน 

บางครั้งเราก็ดูไม่ออกหรอกค่ะ แม้แต่คนใกล้ตัวของเรา 
ว่าชีวิตเขาในแต่ละวันพบเจอผ่านเรื่องราวอะไรมาบ้าง
 เพราะคนเราไม่เหมือนกัน

 บางคนเปิดเผย ฉันสุข-เศร้า-เหงา-ทุกข์ ทุกคนรู้ 
บางคนเงียบ ฉันสุข-เศร้า-เหงา-ทุกข์ มีแค่ฉันเท่านั้นที่รู้ 
 
สังคมสมัยนี้อยู่ยากขึ้นทุกวัน #ฉันคิด 
 
2. 
วันนี้มีโอกาสได้ออกตรวจคลีนิกเด็กดีเป็นครั้งแรก 
 เด็กน้อยนับร้อยคน พร้อมผู้ปกครองมารอหน้าห้องตรวจตั้งแต่ยังไม่บ่ายโมง 

คลีนิกเด็กดี (Well baby clinic) คืออะไร?

 ก็เป็นคลีนิกสำหรับเด็กดี อ้าว!! ป่าวกวนนะ 55 
คือ เป็นการออกตรวจพิเศษของแผนกกุมารเวชกรรมของโรงพยาบาล จัดขึ้นทุกวันพุธ
เพื่อตรวจติดตามพัฒนาการการเจริญเติบโตของเด็กในแต่ละวัย 
ตั้งแต่หลังคลอดยาวไปเรื่อยๆ จนกว่าจะโต 
เมื่อก้าวเข้าสู่ระบบของคลีนิกเด็กดี เด็กๆจะถูกจัดลำดับตรวจตามสถานีต่างๆ
เริ่มจาก..ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง วัดรอบศีรษะ
พร้อมให้คำแนะนำว่าลูกของท่านผอม หรือ อ้วนไป
จากนั้นก็เดินต่อมาประเมินสุขภาพปากและฟัน มีการเคลือบฟันโดยทันตแพทย์
ถ้ามีฟันแล้ว ^^ 
แล้วเราก็มาประเมินพัฒนาการแต่ละวัย ว่าทำอะไรได้บ้างแล้วตามอายุ พร้อมได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่
เดินต่อมาถึงห้องโภชนาการ ประเมินและแนะนำอาหารของลูกน้อยของท่านว่าควรได้รับอย่างไรถึงจะดี
ก่อนจะถูกส่งเข้าพบคุณหมออย่างเราๆ เพื่อตรวจสุขภาพทั่วไป
ไล่ถามมาตั้งแต่ต้นใหม่พร้อมให้คำแนะนำที่เหมาะสมรวมไปถึงสิ่งที่หนูๆเกลียดมากที่สุดคือ
Innocent การฉีดวัคซีน!! 
 
การตรวจเป็นไปอย่างราบรื่น สนุกสนาน
หมอก็ไม่เคย เด็กก็ไม่เคย วุ่นวายสนุกสนาน Foot in mouth
เด็กน้อยหลากหลายกันไป บางคนอารมณ์ดี๊ดี ยิ้มแย้ม ยอมให้ตรวจแต่โดยดี 
บางคนหงุดหงิด ร้องไห้ งอแง
วัยกำลังหัดเดิน หนูจะเดิน แม่ก็ลากมานั่งให้หมอตรวจอยู่นั่น 55 
การตรวจเด็กน้อยนี่แตกต่างกับผู้ใหญ่จริงจัง
จนบางทีลืมตัว ทำตัวเป็นเด็กเล่นกับคนไข้ซะอย่างนั้น 
 
จนมาถึงคุณแม่ท่านนึง อายุราวๆเกือบๆ30ปีถ้าให้เดา
หน้าตาดี สีหน้าสดชื่นยิ้มแย้ม อุ้มเด็กชายตัวน้อยวัย 4 เดือน
เดินเข้ามาหาหมอน้อยๆอย่างพวกเรา
เคสนี้เพื่อนฉันเป็นคนตรวจและรายงานอาจารย์แพทย์
เราดูไม่ออกเลยว่า ทั้งน้องและคุณแม่มีปัญหาอะไรซ่อนอยู่ 
น้องน่ารักมาก ไม่งอแงเลยซักนิด อารมณ์ดี ตรวจอะไรก็ยอม คุณแม่ก็น่ารัก
จนเพื่อนของฉันพูดว่า
 
อีกปัญหาหนึ่งคือ คุณแม่เป็น Single mom ครับ 
 
3.
อาจารย์และพวกฉันเองยังตกใจ
ราดูไม่ออกเลยว่า
คุณแม่คนที่นั่งตรงหน้าพวกเรา เธอผ่านอะไรมาบ้าง กว่าจะมีวันนี้ 
อ.จึงบอกว่า ไม่ใช่ปัญหาเลยนี่ คุณแม่โชคดีมากนะคะ ที่มีเค้าที่เลี้ยงง่ายและน่ารักแบบนี้ 
คุณแม่สามารถเป็นได้ทั้งพ่อและแม่ในคราวเดียวกันให้เค้า คุณแม่เก่งมากเลยค่ะ 
 
คุณแม่จึงเริ่มเผยเรื่องราวออกมา..ว่าเลิกรากับคุณพ่อของน้องตั้งแต่ยังไม่คลอด
เหตุผลจากบุคคลที่สาม และไม่ได้รับการสนใจจากอดีตสามีอีกเลยตั้งแต่เลิกกันจนทุกวันนี้ 
เธอเครียดและกลัวมากกับการเลี้ยงลูกคนเดียว
ตั้งแต่ก่อนคลอด ต้องมานอนโรงพยาบาลเป็นเดือน เพื่อฉีดยาไม่ให้คลอดก่อนกำหนด
เนื่องจากถูกทำร้ายร่างกาย
 
จนกระทั่งวินาทีที่คลอด เธอร้องไห้จนไม่มีแม้แต่แรงเบ่งคลอด
 
---ความเงียบเกิดขึ้นในวงสนทนา---
 
พวกเราเข้าใจเป็นอย่างดี ในภาวะปกติก็เกิดขึ้นได้ในเรื่องของความเครียดขณะตั้งครรภ์และหลังคลอด 
ซึ่งเป็นผลจากฮอร์โมนในร่างกาย หรือที่เราเรียกกันว่า Postpartum blue
 
อาจารย์จึงถามถึงสภาพจิตใจของคุณแม่ตอนนี้ เธอยิ้ม หัวเราะและตอบเราว่า 
 
"ไม่เป็นไรเลยค่ะ สบายมาก อยู่ได้ดีและดีมากด้วย มีเค้าเป็นทุกทุกอย่างในชีวิต"
 
อาจารย์จึงให้กำลังใจและกล่าวชื่นชมคุณแม่ว่าเข้มแข็งและโชคดีมากที่น้องเลี้ยงง่าย น่ารัก
เข้ากับคนได้ง่ายและเป็นที่รักของทุกคน เป็นความโชคดีของคุณแม่จริงๆ 
 
เธอยิ้มรับ ราวกับว่าไม่เคยผ่านเรื่องราวอะไรเหล่านั้นมาเลยเมื่อครึ่งปีก่อน 
 
4.
ฉันนั่งคิดว่า เวลานั้นคงเป็นอะไรที่ทรมานเธอมาก
ทั้งร่างกายและจิตใจคงบอบช้ำมากเหลือเกิน 
การรับรู้ว่าต่อไปไม่มีเธอแล้ว และฉันต้องแบกรับหน้าที่อันยิ่งใหญ่เพียงลำฟัง 
มันยากเย็นและทรมานเพียงใด ความกลัวคงทวีคูณมากกว่าในผู้หญิงทั่วไปที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ 
แต่..เวลาเป็นยารักษาแผลได้ในระยะยาว 

เธอเสียผู้ชายหนึ่งคนที่ไม่ควรค่ากับรักดีดีของเธอและความเป็นแม่ที่ดีที่สุดของลูกเข
แต่สิ่งที่เธอได้กลับมา..

กลับเป็นหัวใจอีกหนึ่งดวงที่มาเติมเต็มชีวิตของเธอให้สมบูรณ์แบบกว่าเดิม 
หัวใจสองดวงที่เต้นข้างกัน ความรักอันบริสุทธิ์ ไม่มีข้อแม้ และแลกได้ด้วยชีวิต 
คงเป็นอะไรที่ล้ำค่ามากกว่า และคิดว่าคุ้มที่จะสูญเสียในสิ่งที่ไม่มีค่าอะไรเลย 

ความรักของแม่ นี่มันยิ่งใหญ่จริงจริง 

ฉันสัมผัสได้แล้วกับตัวเองในเหตุการณ์ที่ฉันเคยคิดว่าใหญ่กับชีวิตมา 
 
วินาทีที่ฉันต่อสายถึงแม่ด้วยหัวใจที่บอบช้ำแตกสลายจากคนแปลกหน้าที่เข้ามาทำร้ายจิตใจ 
โดยที่ฉันเองไม่ทันได้เอื้อนเอ่ย
สัญชาตญาณความเป็นแม่รับรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับดวงใจของเธอ 
ฉันสะอื้นหมดเรี่ยวแรง ร้องไห้กับแม่แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน 
ฉันรู้ว่าแม่เจ็บปวดกว่าฉันหลายร้อยเท่า ฉันทำให้เธอเป็นห่วง
ยิ่งเป็นช่วงใกล้สอบ ลูกสาวแม่ได้แต่ร้องไห้ กินไม่ได้ ไม่นอน ฝืนอ่านหนังสือไม่ทิ้งหน้าที่ของตัวเอง 
แม้วันสอบจะนั่งร้องไห้ในห้องสอบก็เถอะ 

ความรักจอมปลอมทรมานฉัน
แต่ความรักแท้กลับโอบกอดและให้ไออุ่นฉันโดยที่ไม่ต้องร้องขอ
 
5.
แต่วันนี้ฉันก้าวข้ามจุดนั้นมาแล้ว และผ่านมันมาด้วยดี
ด้วยความรักจากแม่ พ่อ น้องๆ เพื่อนๆ พี่ชายดีดี รักษาฉันให้กลับมาเป็นคนใหม่
 
วันนี้ฉันยิ้ม ฉันร่าเริง ฉันหัวเราะได้ในทุกๆวัน 
รักในงานที่ทำตรงหน้า รักคนไข้ของฉันทุกคน Cool
 
คงเหมือนเหมือนกับคุณแม่ท่านนั้น...
 
รอยยิ้มวันนี้บอกอะไรไม่ได้เลย ว่าเราผ่านอะไรมาบ้าง กว่าจะมีวันนี้
แต่เพราะสิ่งที่ผ่านมานั้นแหละ ที่ทำให้เราเป็นเราได้จนทุกวันนี้ :))) 
 
 
6.
คุณหนูตัวน้อยเริ่มบ่นพวกคุณหมอแล้ว
จะคุยอะไรกันนักหนา หนูเบื่อแล้วนะ แง้.. Tongue out
 
อาจารย์ของเราจึงปล่อยคุณคุณสองแม่ลูกให้ไปที่ห้องฉีดวัคซีนและกลับบ้านได้ 
 
เป็นอีกหนึ่งวันที่ทำให้รู้สึกว่า 
หนูรักแม่มากขึ้นและโชคดีแค่ไหนที่ได้เกิดเป็นลูกของแม่ 
ขอบคุณนะคะ ,แม่,

 
ปล. ขอบคุณคุณแม่ท่านนั้นที่ให้ฉันได้เรียนรู้และให้ข้อคิดกับฉันค่ะ 
 
--------------------------------------------
 
อยากมีใครซักคน
ให้ฉันได้ซบตรงไหล่ 
กอดคอร้องไห้
ได้โดยไม่อาย
 
 

แสงสุดท้าย...

posted on 04 Oct 2012 13:56 by mhanoiz
 
 
" โปรดสอนฉันให้รู้ถึงความตาย . .
โปรดให้ฉันทั้งหมดในสิ่งที่ท่านสามารถให้ฉันได้ . .
ถ้าท่านสอนฉันเกี่ยวกับความตาย . .
ฉันจะสอนท่านถึงคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ "
  - ผู้ป่วยระยะสุดท้ายนิรนาม -
 
-------------------------------------------------------------------------
 
 
อีกหนึ่งวันที่เสียน้ำตาให้คนไข้ของตัวเอง 
แม้ไม่ได้มีความผูกพันธ์ระหว่างการรักษาใดใด 
 
เราเจอกันได้เพียงสามวัน หลังจากที่ฉันย้ายมาจากหอผู้ป่วยตึกอื่น 
คุณลุงมาด้วยอาการเหนื่อย แน่นหน้าอก หายใจลำบาก มีไข้ 
ตรวจร่างกายคลำได้ต่อมน้ำเหลืองโตทั่วตัว 
สงสัยมะเร็งต่อมน้ำเหลือง รอไปตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา 
ฉันไม่เคยได้เข้าไปคุยกับคุณลุงเลย เพราะผู้ป่วยล้นวอร์ดมาก 
ได้แต่ถามไถ่อาการ ฟังปอดไปวันๆ 
 
เย็นวันหนึ่ง ขณะทีมแพทย์กำลังราวน์เย็น 
คุณลุงพยายามพูดคุยกับหมอของตัวเอง ถามนู่นนี่นั่น 
อาจารย์แพทย์ก็ตอบตามที่ถาม แต่ฉันกลับรู้สึกสัมผัสได้กับบางอย่าง 
แต่บอกไม่ถูกว่าอะไร 
 
คืนนั้น ฉันอยู่เวร ราวสี่ทุ่ม ถูกตามตัวจากพี่พี่พยาบาล 
ว่าคุณลุงหายใจเหนื่อยมาก พูดไม่เป็นคำ ออกซิเจนในเลือดเริ่มลดลงต่ำกว่า 80% 
แม้จะได้ออกซิเจนผ่านสายจมูกช่วย (ค่าออกซิเจนในเลือดของคนปกติที่อากาศธรรมดา = >95%)
เป็นข้อบ่งชี้ของการใส่ท่อช่วยหายใจ 
ขณะนั้นคุณลุงก็ยังพยายามจะพูดคุยกับฉัน 
อยากนอนหนุุนหมอน บอกให้หยิบหมอนให้ และก็พยายามบอกว่าตัวเองยังไหว 
แม้จะเปลี่ยนให้เป็นดมออกซิเจนที่สูงขึ้นผ่านหน้ากากช่วย ออกซิเจนที่วัดจากปลายนิ้วก็ยังไม่ขยับ 
ฉันเลยบอกคุณลุงว่า เราต้องใส่ท่อช่วยหายใจแล้วนะคะ คุณลุงดูเหนื่อยมากเกินไป 
 
ลุงบอกฉันว่า ไม่ต้องใส่ๆ ยังไหว ถึงเช้าก็ยังไหว 
 
แต่สภาพร่างกายไม่ไปด้วยกันกับสิ่งที่คุณลุงบอกฉันเลย 
เมื่อเห็นว่า ลุงคงไม่ไหวแน่แล้ว จึงเตรียมใส่ท่อหายใจทางปากให้ 
คุณลุงยอมอย่างว่าง่าย เพราะก็คงรู้ตัวเหมือนกันว่า มันเหนื่อยเกินไป... 
 
หลังใส่ท่อช่วยหายใจ คุณลุงดูเหนื่อยน้อยลง แต่ก็ยังอยู่ในอาการน่าเป็นห่วง 
เราตัดสินใจย้ายคุณลุงลงไปหอผู้่ป่วยวิกฤต (ICU) ในวันถัดไป
 
เพราะฉันมีงานยุ่งมากตลอดสาม สี่สัปดาห์ที่ผ่านมา บนหอผู้ป่วยที่ประจำอยู่ 
จึงไม่ได้ติดตามลงไปดูที่ ICU แต่คิดว่าคุณลุงคงปลอดภัย เพราะมีคนดูแลใกล้ชิดกว่า 
 
สองวันถัดมา.. ขณะที่ออกตรวจผู้่ป่วยนอกกับอาจารย์และเพื่อนๆ 
เพื่อนฉันที่ดูแลคนไข้ ICU กระซิบบอกฉันว่า คุณลุงต่อมน้ำเหลืองโตคนนั้นเสียแล้วนะ เมื่อเช้านี้ 
.
.
.
.
.
ช็อค นิ่ง เงียบ และ น้ำตาไหล 
 
รู้ว่าไม่ควรเป็นแบบนี้ พวกเราถูกสอนมาว่าให้เข้าใจและเห็นอกเห็นใจคนไข้ (Empathy) 
แต่อย่ามีอารมณ์ร่วมจนคิดว่าเป็นเรื่องที่เกิดกับตัวเอง (Sympathy) 
แต่ไม่รู้ทำไม น้ำตาไหลเงียบๆ เสียใจ บอกไม่ถูกว่าเพราะอะไร
 
 
คุณลุงน่ารักจนกระทั่งนาทีสุดท้าย 
คุณลุงเป็นนักสู้ บอกว่าตัวเองยังไหว ทั้งๆที่ไม่ไหว 
 
แล้วคนที่เหลือจะเป็นยังไงต่อไป เมื่อคุณลุงกลับไปยังที่ที่จากมานานแล้ว 
หวังว่าเวลาคงเยียวยาให้ทุกอย่างดีขึ้น 
 
คุณลุงสอนให้ฉันรู้จักคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ 
สอนให้ฉันสู้กับปัญหาที่ผ่านเข้ามา 
แม้จะดูว่าเหนื่อยเกินไป แต่ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ ถ้าเราไม่ท้อ และยังเชื่อมั่นในตัวเอง 
 
คุณลุงเป็นครูที่ดีอีกคนนึงในชีวิตหมอเลยค่ะ 
ขอบคุณ คุณลุงอีกครั้ง 
 ไม่เจ็บ ไม่ปวดอีกต่อไปแล้ว...
 
เดินทางโดยสวัสดิภาพนะคะ คนเก่งของหมอ :))) 
 
--------------------------------------------------------------------------
 
- end of LIFE but not end of LIGHT* -
 

การเปลี่ยนแปลง

posted on 04 Aug 2012 13:16 by mhanoiz directory Diary
" จงเรียนรู้ จาก ความผิดพลาด 
จงฉลาด จาก ความผิดหวัง 
จงเมตตา กับ ความรู้สึกที่เกลียดชัง 
การเป็น คนดี ที่ไม่โด่งดัง ดีกว่า..
การเป็น คนดัง ในทางที่ไม่ดี "
 
                                            : พระมหาวุธิชัย วชิรเมธี 
 
------------------------------------------------------
 
สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับฉันวันนี้ 
ทำให้ฉันรู้ว่า ฉันเติบโตขึ้นกว่าเดิม มากแค่ไหนแล้ว
ฉันพาตัวเองเดินออกมาได้ไกลมากจนฉันยังตกใจกับความรู้สึกตัวเอง 
 
สำหรับความสำเร็จวันนี้...
ฉันขอบคุณทุกคนที่เป็นส่วนร่วมในการเติบโตของฉัน 
  • ครอบครัวที่ฉันรัก เป็นที่พักพิงและเติมเต็มจิตใจฉันจนเต็มเสมอ
  • บ้านแสนรัก ที่เป็นรังนกอุ่นๆรอต้อนรับ ให้ที่พักพิงทางกายยามเหนื่อยล้าของลูกนกตัวน้อย
  • เพื่อนๆที่น่ารักทั้งที่คณะและเพื่อนที่โตมาด้วยกัน 
             คำปลอบโยน อ้อมกอดของพวกนาย ช่วยซับน้ำตาและสมานแผลฉันให้หายดี 
  • พี่ชายที่แสนดีคนหนึ่ง ที่เป็นทั้งครู เป็นทั้งพี่และเพื่อนของหนูเสมอมา 
              เป็นพี่ชายเพียงคนเดียวที่ได้ยินหนูร้องไห้อย่างหนัก ให้คำปรึกษาแนะนำที่ดีตลอด
              ทำให้หนูเป็นหนูได้ทุกวันนี้ ตลอดห้าปีที่รู้จักกัน  พี่ชายคนนี้ของหนูไม่เคยเปลี่ยนไปเลย
  • คนไข้ที่น่ารักของฉันทุกคน ทุกช่วงวัยที่ผ่านมา พวกเขาเป็นทั้งคนไข้,อาจารย์,ครอบครัว
              เป็นตำราเรียนที่มีชีวิตเล่มใหญ่ในเส้นทางชีวิตหมอตัวน้อยๆคนนี้ เรื่องราวที่ผ่านจากการทำงานมาเกือบ 2 ปี ทำให้มุมมองและความต้องการชีวิตของฉันเปลี่ยนไปมากจนรู้สึกได้ 
  • ครอบครัวแพทย์ทั้งหลาย ทุกชั้นปี สายรหัสที่น่ารักของฉัน ทำให้เส้นทางชีวิตของฉันไม่น่าเบื่อ 
  • สิ่งแวดล้อมที่ห่อหุ้มฉันมาตั้งแต่แรกลืมตา จนโตมาเป็นฉันในวันนี้ มีผลต่อการใช้ชีวิตของฉันมากจริงๆ 
 
และที่สำคัญที่สุด 
บุคคลสำคัญหนึ่งคนที่มีส่วนในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อย่างมาก
พวกคุณให้ทั้งความสุขมหาศาล รวมถึงความเสียใจ ความผิดหวัง ความท้อแท้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จนทุกอย่างที่ฉันได้เผชิญมากลายเป็นภูมิคุ้มกันชีวิต และทำให้ฉันโตขึ้นมากอย่างไม่รู้ตัว
บทเรียนนั้นสมานแผลสดที่เคยเหวอะหวะให้กลายเป็นแผลเป็นที่คอยเตือนความทรงจำของฉันอยู่เสมอ
และสอนให้ฉันรู้ว่า ครั้งหน้าควรเดินอย่างไรเพื่อไม่ให้ล้มซ้ำและเป็นแผลแบบเดิม
สอนให้ฉันเข้าใจคำว่า ให้อภัยและเข้าใจ อย่างแท้จริง  
 
อย่างไรก็ตาม คุณก็ยังคงเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดที่ฉันเคยมี 
รักและคิดถึงตลอดไปนะ 
 
-------------------------------------------------------------
 
 
 
"Just enjoy the show :) "